" เงินกู้เอกชนหลากหลายประเภท"
บทความโดย คุณวิวัฒน์ ผุงประเสริฐ

    

     การยื่นขอสินเชื่อจากธนาคาร ไม่ว่าจะเพื่อการใด  ผู้ที่ได้รับสินเชื่อควรรับรู้ไว้ด้วยว่า ตัวเองนั้นเป็นผู้มีความสามารถหรือมีโชคในระดับหนึ่งทีเดียว  เพราะโอกาสเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่ยังมีคนอีกจำนวนมาก ที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับสินเชื่อของสถาบันการเงิน  และทุกครั้งเมื่อเกิดความจำเป็นขึ้นมา ก็ต้องหันหน้าเข้าพึ่งระบบเงินกู้เอกชน ซึ่งมีทั้งแบบเงินกู้นอกระบบ ที่ง่ายและไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่มีวิธีการทวงหนี้ที่ค่อนข้างจะล่อแหลมต่อกฏหมาย  เหมาะสำหรับผู้ที่เข้าตาจนหมดหนทางจริงๆ   กับอีกแบบหนึ่งที่ใช้มาตราฐานคล้ายกับธนาคารคือมีการใช้โฉนดที่ดินเป็นตัวค้ำประกันเงินกู้  ซึ่งแบบหลังนี้ ยังพอแต่ะต้องได้บ้าง หากไม่มีทางเลือกอื่น  การใช้โฉนดค้ำประกันเงินกู้ของเอกชน มีวิธีการหลายแนวทางครับ เช่น

                                1.  ลูกหนี้มอบโฉนดให้เจ้าหนี้ถือไว้  โดยอาจทำสัญญากู้ไว้ต่อกัน หรือลูกหนี้เซ็นใบมอบอำนาจเปล่าๆ ไว้ให้เจ้าหนี้  ซึ่งกรณีนี้ มักใช้กันในหมู่ญาติมิตรหรือคนรู้จักสนิทกัน โดยจำนวนเงินกู้ไม่สูงมาก และเป็นการกู้ระยะเวลาสั้นๆ  วิธีนี้นับว่าง่ายและสะดวก แต่ค่อนข้างหละหลวมเพราะหากลูกหนี้เกิดเบี้ยวเงินกู้ขึ้นมา  ใช่ว่าเจ้าหนี้จะเอาโฉนดพร้อมใบมอบฯ ไปโอนขายต่อได้ หากลูกหนี้ไม่ยินยอม  ในทางกลับกัน การที่ลูกหนี้มอบโฉนดให้เจ้าหนี้ถือไว้ เป็นเรื่องที่น่าห่วง  เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้   สรุปว่าวิธีการนี้ ทำได้เฉพาะกลุ่มญาติมิตรสนิทเท่านั้น

                                2.  จดจำนอง  วิธีการนี้ เป็นมาตราฐานที่สถาบันการเงินทุกแห่งใช้กัน  คือลูกหนี้จะต้องนำโฉนดที่ดินมาจดจำนองเป็นประกันเงินกู้ให้แก่เจ้าหนี้ ณ สำนักงานที่ดิน  ซึ่งการกู้ยืมเงินจากเอกชนก็ใช้วิธีจดจำนองนี้เช่นกัน แต่นายทุนจะให้วงเงินกู้ต่ำกว่าธนาคารมาก และจะจดจำนองเกินยอดกู้จริง เพื่อเป็นค่าดอกเบี้ยล่วงหน้า และเผื่อเป็นค่าใช้จ่ายฟ้องศาลบังคับจำนอง  เพราะหากลูกหนี้เบี้ยวเงินกู้ หนทางเดียวที่เจ้าหนี้จะสามารถตามเงินกู้คืนได้คือต้องฟ้องศาล ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้เงินคืน  วิธีการนี้ลูกหนี้ชอบ เพราะเสียค่าใช้จ่ายจดจำนองเพียง 1% เท่านั้น  และเมื่อเกิดปํญหา ยังสามารถดึงเกมยาวได้  แต่นายทุนเงินกู้ไม่นิยม เพราะเวลาถูกเบี้ยวแล้วตามหนี้ยาก  จึงไม่ค่อยมีการจบด้วยการจำนอง เนื่องจากนายทุนส่วนใหญ่จะไม่เล่นด้วย

                                3.  จดขายฝาก  วิธีการนี้ ใช้กันเฉพาะเอกชนต่อเอกชนเท่านั้น  จะไม่ใช้ในระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากขัดต่อหลักเกณฑ์  วิธีนี้ ผู้กู้จะต้องนำโฉนดเข้าจดทะเบียนขายฝากให้ผู้ให้กู้ ณ สำนักงานที่ดิน โดยเสียค่าธรรมเนียมโอนและภาษีเท่ากับการซื้อขายจริง  เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ให้เจ้าหนี้โดยมีเงื่อนไขการซื้อหรือไถ่คืนตามกำหนดที่ตกลงกันไว้  หากครบกำหนดแล้ว ลูกหนี้ไม่นำเงินตามที่ตกลงกันมาชำระคืน  กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของเจ้าหนี้ไปโดยปริยาย ไม่ต้องเสียเวลาฟ้องร้อง  นายทุนเงินกู้จึงชอบระบบนี้มาก และจะให้กู้ยอดสูงกว่าการรับจำนอง  แต่ผู้กู้ไม่ค่อยนิยม เพราะเสี่ยงต่อการถูกยึดทรัพย์ที่นำมาจดขายฝากหากผิดนัดชำระ ซึ่งเรียกกันว่าหลุดขายฝาก  อีกทั้งยังต้องเสียค่าจดทะเบียนขายฝากเท่ากับการขายจริงอีก คือไม่ต่ำกว่า 6%-7% ของราคาประเมิน

                                4.  จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โดยทำสัญญาซื้อคืน  วิธีการนี้ ผู้กู้จะต้องโอนกรรมสิทธิ์โฉนดเหมือนการซื้อขายจริงให้แก่ผู้ให้กู้ไปเลย โดยทำสัญญาซื้อคืนเอาไว้ต่างหาก  เมือใดที่ต้องการจะไถ่ถอน ก็จะโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนมา ทำให้ต้องเสียค่าโอนไปกลับสองต่อซึ่งหนักมาก  กรณีเช่นนี้ ผู้กู้จะยอมทำก็เพราะหวังที่จะยื่นขอกู้จากธนาคารใหม่ โดยใช้ชื่อบุคคลอื่นยื่นขอแทน  หรืออาจคาดหวังที่จะขายทรัพย์ตัวนี้ให้ได้ในเร็ววัน

                                ขึ้นชื่อว่าเงินกู้เอกชน ผลตอบแทนที่นายทุนเรียกเก็บย่อมสูงกว่าอัตราของสถาบับการเงิน หรืออัตราที่กฏหมายกำหนดไว้  ยิ่งเป็นเงินกูนอกระบบ ยิ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครสามารถทนทานต่อผลตอบแทนสุดโหดที่นายทุนเรียกเก็บจากการปล่อยกู้ได้  จึงขอแนะนำว่า หากไม่จำเป็นจริงๆ ให้อยู่ห่างๆ ไว้ จะปลอดภัยกว่าครับ